บริษัทวินาศภัย อ้างแบกต้นทุนตั้งสำรองรับเกณฑ์ใหม่ RBC เพิ่ม จ่อขึ้นเบี้ยถี่ ซิตีคาร์ – ซ่อมห้าง อ่วมแน่กลางปีหน้า เอ็มดีไทยพาณิชย์สามัคคีฯ ชี้ 2 ปี ขึ้นเบี้ยต่อเนื่อง หลังอัตราสูญเสียยังพุ่งเกิน 60% เช่นเดียวกับสินทรัพย์ฯ เล็งขึ้นเบี้ยซ่อมห้างอีก 2,000 บาทลดเคลม ด้านเจ้าตลาดวิริยะ กระจายพอร์ตสวยไม่กระทบและเบี้ยที่กำหนดสูงสุดในตลาด ลุ้นเคาะโครงสร้างเบี้ยรถภาคสมัครใจใหม่ สร้างความเป็นธรรมกับลูกค้า
นายจิรวุฒิ บุญศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากเกณฑ์กำกับเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Capital: RBC) ประกอบกับค่าแรง ค่าสี ค่าอะไหล่ที่ปรับเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ธุรกิจประกันวินาศภัยส่วนใหญ่ต้องมีต้นทุนเพิ่ม ขึ้นนั้น วิธีการแก้ปัญหาแรกสุด ควรต้องทบทวนปรับอัตราเบี้ยประกันภัยขึ้น จากเดิมปีละครั้งเป็นปีละ2 ครั้ง โดยเฉพาะประกันภัยรถ กลุ่มรถประกันภัย ประเภท 1 ที่เป็นรถซิตีคาร์ ต่ำกว่า 1800 ซีซี เพราะที่ผ่านมาตลาดกลุ่มนี้แข่งขันตัดราคาสูง ขณะที่อัตราการสูญเสียยังสูงถึง 80%
สำหรับอัตราเบี้ยประกันรถประเภท 1 ของบริษัทได้ปรับขึ้นล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2552 ที่ผ่านมาประมาณ 5-10% เทียบเท่ากับบริษัทที่มีอัตราเบี้ยเฉลี่ยสูง จากภาพรวมตลาดปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2550 ขณะที่อัตราการสูญเสียประกันภัยรถรวมจะลดลงจาก 76% เหลือ 66% แต่ถือว่ายังสูงและไม่คุ้มต้นทุน
อย่างไรก็ตามปี 2553 บริษัทยังคงทำตลาดเพื่อรักษาฐานไว้เท่านั้น ซึ่งเป็นกลุ่มรถใหม่ ผ่านแบงก์ ซึ่งมีปริมาณการขายที่มากพอจะชดเชยค่าสินไหมทดแทนที่จะเกิดขึ้นได้ โดยจะควบคุมลดอัตราการสูญเสียไว้ที่ 58-59% ส่วนการพิจารณาปรับขึ้นเบี้ยจะประเมินตลาดอีกครั้ง หลังรอให้บริษัทอื่นปรับขึ้นมาให้เท่ากันก่อน
ด้านตลาดรับประกันภัยรถยนต์ จะขยายตลาดประกันภัย ประเภทพิเศษ ได้แก่ 2+ และ 3+ มากขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมกับควบคุมอัตราการสูญเสีย ปีหน้าไม่เกิน 60% จากปัจจุบันลดลงจาก 76% มาอยู่ที่ 61.3% คัดเลือกอู่และอู่ศูนย์ห้างอุ่นใจ ที่ได้มาตรฐานของบริษัทเพิ่ม
ส่วนงานประกันภัยรถ ชั้น 1 ผ่านแบงก์ไทยพาณิชย์ฯ แม้จะเป็นงานที่ไม่คุ้มทุน แต่ได้ปริมาณฐานลูกค้าเพิ่มมาชดเชย ซึ่งยังเดินหน้าต่อไป ส่วนประกันภัยรถภาคบังคับ พ.ร.บ. ยังรักษาตลาดไว้เท่านั้น เพราะมองว่าปีหน้า พอร์ตนี้จะไม่มีกำไรเหมือนที่ผ่านมา จากการปรับเพิ่มความคุ้มครองและการเปลี่ยนกระบวนการรับประกันใหม่
ดร.สมนึก สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินทรัพย์ประกันภัย จำกัด (บจก.) กล่าวว่าในปีหน้าอาจมีความจำเป็นต้องขึ้นเบี้ยประกันรถ ประเภท 1 ซ่อมห้างอีก 2,000 บาท จากปัจจุบันบริษัทได้ปรับเบี้ยขึ้นกลุ่มนี้แล้วอยู่ที่ 19,000 บาท จาก 14,000 บาท, ส่วนซ่อมอู่ ปรับขึ้นเป็น 13,000 บาท จาก 10,000 บาท เพื่อให้เท่ากับกลุ่มตลาดพรีเมียม ซ่อมห้าง เช่น แอกซ่าประกันภัยซึ่งอยู่ที่ 27,000 บาท และกรุงเทพประกันภัย 32,000 บาท และยังต้องรอระบบไอทีวิเคราะห์อัตราความสูญเสียของรถแต่ละกลุ่ม รวมถึงผลประกอบการปลายปีนี้ก่อน
“บริษัทจะพยายามรักษาเบี้ยรถชั้น 1 อัตราสูงไว้ ตั้งเป้ามีเบี้ยรับแค่ 30-35 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อประคองต้นทุน ในช่วงเกณฑ์ RBC ยังไม่นิ่ง ไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะต้องขาดทุน โดยหลังจากเดือน เมษายนที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นและบุกตลาดกลุ่มรถที่ดี แม้ฐานลูกค้าจะลดลง แต่เบี้ยกำไรเพิ่ม 50 ล้านบาทต่อเดือน โดยมีเบี้ยรับ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้หากระบุชื่อคนขับ พฤติกรรมคนขับรถดี เบี้ยก็จะปรับลดให้”
ด้านนายเลิศชาย ประภาศิริรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานประกันภัย บจก. อาคเนย์ประกันภัยมองว่า เกณฑ์กำกับเงินกองทุนใหม่ จะมีผลกระทบกับบริษัทที่รับงานประกันภัยรถจำนวนมากรวม จึงต้องปรับเบี้ยประกันภัยในตลาดแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มรถประเภท 5 คอมแพ็กต์คาร์ หรือ ซิตีคาร์ ต่ำกว่า 2000 ซีซี ทั้งนี้บริษัทยังจำกัดการรับงานประกันรถกลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับเงินกองทุน ทำให้ต้องปรับอัตราเบี้ยประกัน จากขณะนี้สูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดถึง 9 เท่า
อย่างไรก็ดีจะพยายามควบคุมอัตราการสูญเสีย เน้นคัดเลือดกลุ่มรถประวัติดี และเครื่องยนต์มากกว่า 2000 ซีซี ทำให้มีอัตราการสูญเสียประกันภัยรถโดยรวมของบริษัทอยู่ในเกณฑ์ดี ที่ 42% โดยเป็นประกันรถประเภท 1 ในสัดส่วน 57% โดยคิดอัตราเบี้ยประกัน 13,000 -15,000 บาท ขณะที่เบี้ยประกันภัยรถยนต์สิ้นปีนี้มีจำนวน 1,300 ล้านบาทคิดเป็น 60% ของเบี้ยประกันภัยรับรวม 2,100 ล้านบาทเติบโต15% จากปีก่อน
เช่นเดียวกับนายกฤษณ์ หิญชีระนันทน์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด บจก. วิริยะประกันภัย ที่กล่าวว่า ในส่วนของบริษัท แม้จะมีสัดส่วนงานรับประกันภัยรถสูงสุดในตลาด โดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 25% ส่วนใหญ่เป็นงานรับประกันรถประเภท 1 แต่ยังไม่เป็นปัญหาให้บริษัทต้องขึ้นเบี้ยประกัน เนื่องจากบริษัทมีการกระจายพอร์ตที่ดีและตั้งสำรองสินไหมไว้ล่วงหน้าเพียงพอ กับเบี้ยประกันภัย ถือว่าสูงสุดในตลาดในปัจจุบันอยู่แล้ว จากการรู้ต้นทุนค่าใช้จ่ายสินไหมรถยนต์ประมาณคันละ 100,000-1,000,000 บาท
ดังนั้นบริษัทได้ตั้งสำรองไว้ 100% ของเบี้ยประกัน หรือตั้งสำรองเพิ่มไว้แล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีฐานลูกค้าประกันภัยรถยนต์ประมาณ 3 ล้านราย เฉลี่ยเบี้ยรับรวมต่อปีอยู่ที่ 16,000-17,000 ล้านบาท และไม่เน้นกำไรจากธุรกิจมากนัก เฉลี่ย 5% ต่อปีหรือเท่ากับเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
นายกฤษณ์ ยังกล่าวอีกว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และทางสมาคมประกันวินาศภัย ได้ตั้งคณะทำงานปรับปรุงพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยภาคสมัครใจครั้งใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนมากที่สุด อยู่ระหว่างการรวบรวมสถิติย้อนหลัง ซึ่งจะต้องมีการหารือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐกับเอกชน คาดมีผลประมาณกลางปีหน้า
โดยประเภทรถที่มีค่าสินไหมทดแทนเกิน 100% เช่น รถบรรทุก รถขนาดเล็กกลุ่มซิตีคาร์ มีแนวโน้มจะต้องปรับราคาเบี้ยประกันภัยเพิ่มอย่างแน่นอน เนื่องจากมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างสูง เพราะเป็นรถคันแรกและเจ้าของรถส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยรุ่นขณะที่รถบรรทุกนั้น เกิดความเสียหายแต่ละครั้งจะมีมูลค่าค่อนข้างสูง แต่กลุ่มรถประเภทอื่นที่ผู้ขับขี่มีความระมัดระวัง ก็มีแนวโน้มว่าราคาเบี้ยประกันภัยจะลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ที่มีพฤติกรรมขับขี่รถอย่างระมัดระวังมากขึ้น
อนึ่ง ล่าสุด สำนักงาน คปภ. ผ่อนปรนเกณฑ์ RBC ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เป็นแบบขั้นบันไดหรือ ปรับเพิ่มระดับความเข้มข้นของอัตราความเสี่ยง จากระดับอ่อนสุดจนถึงหนักที่สุด หรือจากสีเทาอ่อน เป็นสีเทาเข้ม และประเมินว่า บริษัทประกันวินาศภัยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี จะสามารถใช้ได้เต็มรูปแบบ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ