ปัญหาเด็กกินยากนับเป็นปัญหาที่สร้างความทุกข์ใจให้กับบรรดาคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง
ซึ่ง ปัญหานี้โดยมากไม่ได้เกิดจากเด็กแต่ฝ่ายเดียว แต่เกิดจากวิธีการปฏิบัติและการสื่อสารระหว่างแม่กับลูกที่ทำให้เกิดการเข้า ใจผิดมากกว่า
จากการเปิดเผยข้อมูลในงานพฤติกรรมการกินยากในเด็กเล็กที่ส่งผลต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก ซึ่งจัดโดยเว่นซีส์ โดยบริษัท เมอร์ค เกี่ยวกับความคิดเห็นของคุณแม่ที่มีลูกวัย 2-6 ขวบ ในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศจำนวน 1,148 คน โดยสวนดุสิตโพล ระหว่างวันที่ 1-24 ก.ค. 2552 ในหัวข้อ “พฤติกรรมการกินยากในเด็กเล็ก” พบว่า คุณแม่ 85.54% เป็นผู้ป้อนอาหารให้กับลูกด้วยตนเอง และมีการทะเลาะกับลูกเรื่องการกินข้าวถึง 61.67% และปัญหาหลักที่คุณแม่พบในการกินอาหารของลูก คือลูกมีพฤติกรรมกินยากและกินช้า 31.76% ลูกไม่ชอบกินผักผลไม้ 26.53% ลูกกินแต่ขนม ไม่ยอมกินข้าว 12.69% และลูกปฏิเสธไม่ยอมกิน 12.52%
“โดยวิธีที่คุณแม่ใช้ในการให้ลูกยอมกิน คือ อ้อนวอนและติดสินบน 35% บ่นหรือดุ 17.88% ซึ่งวิธีต่างๆ เหล่านี้เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง แต่คุณแม่ส่วนใหญ่ไม่ทราบ หรือทราบแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร”
แม่ไม่เข้าใจธรรมชาติการกินของลูก
รศ.นพ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ หัวหน้าหน่วยโภชนาการกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัญหาการกินในเด็กเล็กวัย 2-6 ขวบ ทั้งกินยากและกินอาหารที่มีประโยชน์น้อยนั้นเป็นปัญหาที่คุณแม่พบเป็นประจำ ทำให้คุณแม่เกิดความหงุดหงิด เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ หมดกำลังใจ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความไม่เข้าใจพัฒนาการและธรรมชาติการกินของเด็กวัยนี้ ซึ่งอยู่ในระยะที่เริ่มหัดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยากทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ต้องการการถูกบังคับเคี่ยวเข็ญ และจะมีพฤติกรรมต่อต้านหากถูกบังคับ นอกจากนี้ ความต้องการอาหารของเด็กวัยนี้ ก็จะลดลงกว่าตอนขวบปีแรก ซึ่งร่างกายมีการเจริญเติบโตเร็วและมากกว่า และเริ่มสนใจการกินน้อยลง เพราะอาจจะห่วงเล่น
“คุณแม่ต้องแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี ซึ่งมิใช่ด้วยวิธีการบังคับ ขู่เข็ญ ดุด่า อ้อนวอน หรือติดสินบนเพื่อให้ลูกกิน มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก เช่น อาจเกิดพฤติกรรมต่อต้านแม่ การผิดใจกันระหว่างแม่และลูก ความเครียดที่สะสมขึ้นในทั้งแม่และลูก และยังอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านพฤติกรรมเรื้อรัง เช่น ฟู้ดโฟเบีย หรือการกลัวอาหารบางชนิด และการเลือกอาหาร ซึ่งอาจติดตัวเด็กไปจนโตได้”
7 เคล็ดลับ…รับประกัน ‘ลูกกินแน่’
เซเว่นซีส์ได้ออกคู่มือ “ลูกกินแน่ แค่แม่รู้ใจ” เพื่อเป็นผู้ช่วยคุณแม่ในการสร้างวินัยในการกินให้กับลูกวัย 2-6 ขวบ ที่รวบรวมสารพัดวิธีที่ทำให้เรื่องลูกกินยากกลายเป็นเรื่องง่ายๆ พร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
1.คุณแม่ต้องมั่นใจในสุขภาพของลูก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะโภชนาการของเด็ก เพื่อให้มั่นใจว่าลูกปกติไม่มีโรคใดๆ แอบแฝงที่ทำให้ลูกไม่กินอาหาร และควรบันทึกอาหาร ชนิด และปริมาณของสิ่งที่ลูกกินทั้งหมดในแต่ละมื้อและแต่ละวัน
2.ให้แน่ใจว่าลูกจะหิวเมื่อถึงเวลากิน โดยกำหนดเวลารับประทานอาหารแต่ละมื้อให้ชัดเจน ถ้าเกเรไม่ยอมกินภายใน 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง “เก็บ” รออีกทีมื้อถัดไป พอหิวก็จะกินเอง ไม่ต้องให้เคี่ยวเข็ญ คุณแม่ต้องใจแข็งมากหน่อย ไม่กินขนมหรือของว่างต่างๆ ระหว่างมื้อ หากลูกอยากกินก็อนุญาตให้กินได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องรอหลังจากกินอาหารมื้อหลักให้หมดก่อน ในเด็กที่มีอาการขาดอาหารหรือวิตามิน อาจให้วิตามินรวมสูตรสำหรับเด็กเบื่ออาหารเพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร
3.อาหารน่ากิน การฝึกการกินของลูก ช่วงแรกเริ่มควรเตรียมแต่อาหารที่ลูกชอบ กินง่าย ตกแต่งให้น่ากิน ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบและเมนูอาหารให้หลากหลาย ในกรณีที่ลูกต่อต้านการกินมาก ควรค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มฝึกจากอาหารที่เด็กชอบก่อน เมื่อลูกเริ่มมีวินัยในการกินแล้ว จึงเริ่มชักชวนจูงใจให้เด็กริเริ่ม ทดลองกินของใหม่ๆ ที่หลากหลาย รวมถึงของที่ไม่ชอบ ไม่ควรใช้การบังคับ กดดัน หรือคะยั้นคะยอ เพราะนอกจากไม่ได้ผลแล้วยังอาจทำให้ลูกเกลียดอาหารชนิดนั้นไปเลย เช่น เด็กที่เกลียดการกินผัก อาจเกิดจากการกดดันของคุณแม่ หากลูกไม่กินผักเลยอาจให้วิตามินเสริมในช่วงแรก และค่อยๆ ฝึกให้ลูกกินผักโดยใช้เทคนิคต่างๆ เช่น เลือกผักที่มีสีสันสดใสน่ารับประทาน รสชาติไม่ขม ไม่มีกลิ่น หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือบด แล้วนำไปผสมในอาหารที่ลูกชอบ หรือนำผักไปชุบแป้งทอด และลองสังเกตว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้ลูกยอมกินผัก
4.บรรยากาศดี จัดที่นั่งรับประทานอาหารให้เหมาะสม ไม่มีสิ่งอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ทีวี ของเล่นร่วมวงพร้อมหน้า สนทนาเรื่องดีๆ จัดบรรยากาศขณะกินให้สนุก พูดคุยกันถึงเรื่องดีๆ สบายใจ
5.ส่งเสริมการกินด้วยตัวเอง โดยการจัดเก้าอี้เด็ก จาน ช้อน ส้อม เฉพาะสำหรับลูกเพื่อให้สนุกกับการช่วยเหลือตนเอง ลูกควรได้ช่วยตัวเองบ้าง โดยมีผู้ใหญ่คอยช่วย อะไรที่ลูกทำได้แล้วให้ลดและเลี่ยงการทำให้ลูกอีก แต่ให้ชมเชยความสามารถที่เพิ่มขึ้นของลูก เพื่อเกิดกำลังใจในการทำด้วยตนเองต่อไป
6.ตักอาหารครั้งละน้อยๆ ให้ลูกมีกำลังใจว่ากินได้หมดและให้ลูกตักเอง หมดแล้วเติมได้ ลูกจะได้ไม่เคยชินว่ากินเหลือได้ หรือต้องถูกบังคับให้กินให้หมด
7.อดทน จริงจัง สม่ำเสมอ และสงบ
เลี่ยงได้ก็ดี ลูกน้อยมีความสุข
อย่างไรก็ตาม บางครั้งการกระทำหรือคำพูดบางอย่างที่ไม่เหมาะสมต่อลูกก็เป็นสิ่งที่คุณแม่ ควรหลีกเลี่ยง เพราะถ้ากระทำลงไปก็จะส่งผลเสียต่อลูกและกระทบมาถึงคุณแม่เอง ดังนั้นคุณแม่ทั้งหลายจงจำไว้ดังนี้
1.อย่าพูดคำว่า อย่า หยุด ห้าม ไม่เอา ไม่ได้นะ ต้องทำ เพราะเด็กจะยิ่งต่อต้าน เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการกิน คิดว่าเวลาอาหารเป็นเวลาแห่งความทุกข์ อาจพานต่อต้านหรือเกลียดคุณแม่ไปเลย
2.อย่าต่อรอง อ้อนวอน หรือติดสินบน เพราะจะทำให้เด็กเคยตัว และใช้การไม่กินมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับพ่อแม่
3.ไม่หากิจกรรมมาให้ลูกทำขณะรับประทานอาหาร เช่น ดูทีวี เล่นของเล่น คุณแม่อาจจะคิดว่าลูกเพลิดเพลินแล้วจะกินได้ หารู้ไม่ยิ่งทำให้วอกแวก ไม่อยากกินเข้าไปใหญ่
4.อย่าบังคับถ้าลูกไม่หิว เวลาเราไม่หิวเรายังไม่อยากกิน เด็กก็ไม่ต่างกัน
5.ไม่ให้เด็กกินขนมระหว่างมื้อ ให้รอจนกว่าจะถึงมื้อต่อไป เด็กที่รู้จักความหิวจะกินเองได้ดีกว่าเด็กที่ไม่เคยหิว และคุณแม่ต้องไม่ใจอ่อนเห็นว่าลูกไม่กินข้าวกลัวขาดสารอาหารจึงให้กินขนม อื่นๆ แทน จะทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมจดจำว่าถ้าไม่กินข้าวจะได้กินขนมแทน
6.อย่าพยายามเกินจำเป็น ทุกอย่างต้องใช้เวลา ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป อย่ากดดันตัวเองและลูกเกินควร
7.ถ้าหงุดหงิดระหว่างการฝึกวินัยลูกต้องสงบสติอารมณ์ เป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่อย่าลงที่เด็กไม่ว่ากรณีใด
หากคุณแม่ทั้งหลายปฏิบัติได้ตามนี้ เชื่อว่าปัญหาลูกกินยากคงหมดไปในที่สุด จงเริ่มจากวันนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วทั้งคุณลูกทั้งคุณแม่ก็จะมีความสุขในทุกมื้อ
ที่มา โพทส์ ทูเดย์
รายงานโดย : วรธาร ทัดแก้ว