เด็กไทยอยากโตแต่ไม่รับผิดชอบ-ดร.กอบชัย เดชหาญ

“การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง เพราะต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตโดยลำพัง ต้องบริหารจัดการชีวิตตนเอง ทั้งการเรียน การดูแลตัวเอง การใช้จ่ายเงินทอง การเรียน แต่นักศึกษาส่วนหนึ่งดูแลตัวเองไม่ได้ ไม่มีระเบียบวินัยในการใช้เงิน

เอาค่าเทอมไปใช้จ่ายส่วนอื่น หรือบางคนไม่เข้าเรียน เพราะติดเพื่อนพากันเที่ยวเตร่ ทำให้เรียนตกต่ำ บางรายออกกลางคัน หรือเปลี่ยนสถาบันเรียน ปัญหาเหล่านี้ครูบาอาจารย์ต้องร่วมมือกันแก้ไข ไม่อย่างนั้นคุณภาพเด็กไทย จะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ”  ดร.กอบชัย เดชหาญ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สะท้อนภาพรวมนักศึกษาปัจจุบัน

จากประสบการณ์ที่ ดร.กอบชัย ไปเรียน Ecole Nationale Superieure des Telecommunications : Paris ทำให้รู้ว่า ความรับผิดชอบของนักเรียนนอก ตรงนี้แตกต่างจากนักศึกษาไทยอย่างเห็นได้ชัด เด็กที่เรียนในต่างแดน ต้องมีการบริหารจัดการชีวิตอย่างชัดเจน การใช้จ่ายเงินอย่างมีวินัย ประหยัด และอดออม รวมทั้งการดูแลตัวเอง ต้องรับผิดชอบต่อการเรียน ไม่อย่างนั้นจะเรียนไม่จบ

“เด็กที่เรียนเมืองนอก หรือเด็กฝรั่ง เขาจะแบ่งเวลาชัดเจน เวลาเรียนก็เรียน ถึงเวลาเล่นก็เล่น ไม่เอามาปะปนกันทั้งเรียนทั้งเล่น แต่เด็กนักศึกษาที่เมืองไทย ส่วนใหญ่อยากโตเป็นผู้ใหญ่ แต่บางทีรับผิดชอบชีวิตตัวเองไม่ได้ทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งปัญหาชีวิต ปัญหาการเรียน ปัญหาค่าใช้จ่าย การคบเพื่อน เป็นต้น จริงๆ แล้วผมไม่ว่าเลยถ้าไม่เข้าเรียน แต่ต้องสอบให้ได้ และเรียนให้จบ ไม่อย่างนั้นแล้วจะเสียทั้งเวลา โอกาส และเงินทอง ทำให้พ่อแม่เสียใจอีก และตัวเองก็จะหมดอนาคตไปด้วย”

เพื่อให้การดูแลนักศึกษาให้เข้าเรียนอย่างทั่วถึงมากขึ้น คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. จึงนำระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบการเข้าเรียนของนักศึกษา และอาจารย์ผู้สอนมาใช้แทนการเช็กชื่อ มาใช้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ที่จะถึงนี้ โดยนักศึกษาทุกคนที่เข้าเรียนจะต้องสแกนลายนิ้วมือก่อนเข้าและหลังเลิกเรียน และอุปกรณ์การสอนต่างๆ จะไม่ทำงานหากอาจารย์ผู้สอนไม่มาสแกนลายนิ้วมือด้วยตนเอง ซึ่งระบบนี้จะเป็นเช็กการเข้าเรียนของนักศึกษาและการทำงานของอาจารย์ผู้สอน ได้ และนักศึกษาจะต้องเข้าเรียนมากกว่า 80% เพื่อให้สามารถเรียนรู้ในห้องเรียนได้อย่างเข้มข้นพร้อมๆ กับศึกษาดูงานในสถานที่จริง ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาได้คุ้นชินกับสภาพที่เป็นจริงเมื่อสำเร็จการศึกษาออก ไปสู่ตลาดงาน

ขณะเดียวกันได้มอบนโยบายให้อาจารย์เอาใจ่ใส่สอดส่องดูแลนักศึกษาด้วย ไม่ใช่มีหน้าที่แค่สอนหนังสืออย่างเดียว โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาพูดคุย ปรึกษาปัญหาต่างๆ ก่อนหมดเวลาสอนประมาณ 5-10 นาที เพื่อสร้างความเป็นกันเองกับลูกศิษย์ หากคนไหนมีปัญหาก็สามารถเร่งรัดติดตามแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินไป

“บางทีนักศึกษาก็อ้างว้าง ไม่รู้จะปรึกษาใคร แต่ถ้าอาจารย์ผู้สอนเปิดโอกาส ให้ความเป็นกันเอง พวกเขาก็จะมีที่พึ่ง แต่ถ้าหากอาจารย์ผู้สอนทำหน้าที่แค่สอนอย่างเดียว หมดเวลาสอนก็ไม่มีเวลาให้นักศึกษา พวกเขาไม่มีที่พึ่ง อาจจะแก้ปัญหาด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ ตรงนี้อาจารย์ต้องตระหนักให้มาก เพราะทุกวันนี้สภาพสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก สิ่งแวดล้อมพื้นที่ทางลบในสังคมก็เพิ่ม สถาบันการศึกษาและครอบครัวจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้พวกเขาก่อนสำเร็จการ ศึกษาออกไปรับใช้สังคม” ดร.กอบชัย กล่าว

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. บอกว่า ปัจจุบันโครงสร้งประชากรไทยเปลี่ยนไป ผู้หญิงแต่งงานช้าลง แต่ละครอบครัวนิยมมีลูกแค่ 1-2 คน ทำให้ประชากรวัยเรียนน้อยลง แต่ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชนมีไม่ต่ำกว่า 170 แห่ง ทำให้ตัวป้อนมีจำกัด ขณะที่สภาพสังคมเปลี่ยนไป คุณภาพของตัวป้อนมีปัญหา จึงเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาและครอบครัว รวมถึงทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยให้มีคุณภาพมาก ขึ้น ดังนั้นการที่ภาครัฐจะกำหนดนโยบายผลิตกำลังคน ควรจะมีการหารือร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเสียก่อน เพื่อให้บัณฑิตที่ผลิตออกไปสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและคุ้มค่ากับการ ลงทุนนั่นเอง

คมชัดลึก

This entry was posted in Education. Bookmark the permalink.

Comments are closed.