“กิฟฟารีน” ลุยเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์เต็มสูบ หลังได้รางวัล “Superbrands 2008-2009” ในฐานะสุดยอดแบรนด์ไทย และ รางวัล “อย. QUALITY AWARDS 2009“ ปลุกกำลังซื้อผู้บริโภค
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัทกิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงภายใต้ชื่อ “กิฟฟารีน” เปิดเผยว่า แผนการทำตลาดของกิฟฟารีนปีนี้ บริษัทมีนโยบายที่จะขยายธุรกิจเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจมากขึ้น ล่าสุดได้เพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าในรูปของการให้ผู้สนใจอยากมีธุรกิจ เป็นของตัวเองลงทุนเปิดศูนย์ธุรกิจ “กิฟฟารีน ศูนย์ไลเซนส์” เพื่อรองรับการขยายเครือข่ายของสมาชิกที่ปัจจุบันกิฟฟารีนมีเครือข่ายผู้ บริโภคสินค้ามากถึง 5 ล้านคนทั่วประเทศ โดยเป็นนักธุรกิจเครือข่ายประมาณ 300,000 คน จากเดิมที่ลงทุนเองทั้งหมด ตั้งเป้าปีแรกเปิดศูนย์บริการไลเซนส์ได้ 10 แห่ง ปี 53 ครบ 50 แห่ง และเปิดครบ 100 แห่งภายใน 5 ปี ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นคาดว่ายอดรายได้ รวมของกิฟฟารีนจะทะลุ 7,000-8,000 ล้านบาท จากปี 52 ที่ตั้งเป้าว่าจะทำยอดขายได้ถึง 4,500-4,600 ล้านบาท เติบโต 10% จากปี 51 ที่ทำได้ 4,155 ล้านบาท
สำหรับไตรมาสแรกมียอดขายเติบโต 7% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโต 10% หรือมียอดขายเดือนละ 350-360 ล้านบาท แต่เดือน พ.ค.เริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้น ดูจากจำนวนบิลของการขายสินค้าของนักธุรกิจเครือข่ายมีเพิ่มขึ้น แม้ยอดขายต่อบิลจะลดลงเหลือ 400-500 บาทต่อบิล จาก 700-800 บาทต่อบิลก็ตาม ซึ่งสิ้นปีน่าจะทำได้ตามเป้าหมาย
“จำนวนคนตกงานที่เพิ่มสูงขึ้น ต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิต ที่เลิกจ้างแรงงานเพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมขายตรงมีจำนวนสมาชิกหรือนักขายอิสระเพิ่มขึ้นและเติบ โตสวนทาง โดยไตรมาสแรกปีนี้ทั้งอุตสาหกรรมเติบโตเพียงแค่ 7% มีมูลค่าตลาดรวมเกือบ 60,000 ล้านบาทเท่านั้น จากปี 51 ที่มีมูลค่าตลาดรวม 56,000 ล้านบาท เพราะคนส่วนใหญ่ที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกขายตรง โดยเฉพาะในส่วนของกิฟฟารีนเป็นกลุ่มคนที่มีงานทำ มีเพียง 10% เท่านั้นที่เป็นกลุ่มคนตกงาน เนื่องจากคนตกงานทำธุรกิจประสบความสำเร็จลำบากเพราะไม่มีสังคม”
พญ. นลินีกล่าวว่า ณ วันนี้กิฟฟารีนถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะนอกจากเป็นผู้นำด้านธุรกิจเครือข่ายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามชั้นนำ ในประเทศไทยแล้ว ยังได้รับรางวัล “Superbrands 2008-2009″ ในฐานะสุดยอดแบรนด์ไทยที่มีความเป็นเลิศด้านการสร้างแบรนด์ ชื่อเสียงของแบรนด์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้รับความไว้วางใจ และความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังเป็นแบรนด์ที่มีวิวัฒนาการยอดเยี่ยม และมีการสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องจากซุปเปอร์แบรนด์ ประเทศไทย (องค์กรอิสระที่ทำงานด้านการวัดและประเมินความเป็นเลิศของแบรนด์ เพื่อทำการโปรโมตความสำเร็จในการสร้างแบรนด์จากประเทศอังกฤษ) และได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้เข้ารับรางวัล “อย. QUALITY AWARDS 2009″ ด้วย ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำจุดแข็ง ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการสร้างแบรนด์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์สู่สายตา นานาประเทศทั่วโลก รวมถึงตอกย้ำว่าแบรนด์ไทยมีคุณภาพและมาตรฐานไม่แพ้อินเตอร์แบรนด์ในต่าง ประเทศ
“ทั้งสองรางวัลนี้ถือเป็นเครื่องรับประกันคุณภาพของ ผลิตภัณฑ์และแบรนด์กิฟฟารีน บริษัทได้ทุ่มเทและให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 13 ปีของการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียงและความภูมิใจให้กับประเทศ ไทยในตลาดต่างประเทศ”
ทั้งนี้ “กิฟฟารีน” ถือเป็นแบรนด์ขายตรง แบรนด์แรกในประเทศไทยจาก 22 แบรนด์ที่ได้รับคัดเลือกจาก อย.ให้ได้รับรางวัล “อย. QUALITY AWARDS 2009″ จากจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดกว่า 10,000 ราย และเป็นครั้งแรกที่ อย.มอบรางวัล ให้กับผู้ประกอบการที่มีคุณธรรมและจริยธรรมในการผลิตผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพ และความงาม ให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
ความสำเร็จของแบ รนด์กิฟฟารีน ทั้งในตลาดประเทศไทยและตลาดต่างประเทศทั่วโลก รวมถึงการเติบโตของยอดขายที่มีต่อเนื่อง ทำให้บริษัท ได้ทุ่มงบกว่า 700 ล้านบาท สร้างโรงงานขนาดใหญ่แห่งใหม่ บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเปิดดำเนินการและเดินเครื่องการผลิตไปแล้วเมื่อปลายปี 51 ที่ผ่านมา พร้อมทีมแพทย์และเภสัชกรในห้องปฏิบัติการ Central Lab ที่วิจัยและพัฒนาด้านการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่มีคุณภาพสูง เหมาะกับคนไทยอย่างแท้จริง เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิต รองรับการเติบโตของเครือข่ายผู้บริโภคและยอดขายของบริษัทในอนาคต ที่ตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี กิฟฟารีนจะมียอดรายได้รวมถึง 7,000-8,000 ล้านบาท หรืออาจทะลุ 10,000 ล้านบาท
“เป้าหมายของกิฟฟารีนคือ ต้องการก้าวขึ้นเป็นธุรกิจเครือข่ายของคนไทยที่แผ่ขยายครอบคลุม และกระจายโอกาสทางธุรกิจให้เข้าถึงชุมชนทั่วประเทศ”.
ที่มาไทยรัฐ