เปิดมุมมอง “อนุพล” เลขาฯ ส.ดีลเลอร์รถยนต์”ผมเรียกยุคนี้ว่า “ยุคอันตรธาน”

อนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาลอุปสรรคของการเข้ารถคือ ดอกเบี้ยต่ำ รัฐต้องหันมากระตุ้นดีมานด์กลุ่มนิติบุคคล

ผู้ประกอบการยานยนต์ไทย ถือว่า ต้องเผชิญกับปัญหา ที่หนักหนาสาหัส เพียงแค่ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกก็ยากลำบาก อยู่แล้ว เมื่อต้องมาเจอกับสถานการณ์ที่ร้อนแรง จากปัจจัยการเมืองภายในประเทศ ยิ่งทำให้การทำธุรกิจยากมากขึ้น “กรุงเทพธุรกิจ” เปิดใจอนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล เลขาธิการสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์ไทย ถึงสถานการณ์ผู้จำหน่ายรถยนต์ไทยหรือดีลเลอร์ ในปัจจุบัน

ปัญหาของการจำหน่ายรถยนต์ขณะนี้คืออะไร?
ตอน นี้อยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง แต่ปัญหาคือผู้บริโภคเข้าไม่ถึง ไม่สามารถทำการเช่าซื้อรถยนต์ในภาวะดอกเบี้ยต่ำได้ เพราะข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการขอสินเชื่อที่เข้มงวดและการพิจารณาเครดิตที่ ไม่สนับสนุนให้เกิดการซื้อรถใหม่ การผ่อนปรนสินเชื่อก็เป็นเรื่องที่ประกอบการขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแล

จริงหรือไม่ที่รัฐมองว่าการซื้อรถถือว่าใช้เงินฟุ่มเฟือยปัญหาเลยติดตรงนี้?
รัฐบาล ควรทำหน้าที่ในการกระตุ้นดีมานด์ เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์นั้นสำคัญจะปล่อยให้ล้มไม่ได้ ดูอย่างสหรัฐอเมริกานำยังต้องลงมาดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะคนที่เกี่ยวข้องเยอะ มากตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำและธุรกิจต่อเนื่อง และไม่อยากให้มองว่าเป็นธุรกิจของคนรวยหรือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะการจำหน่ายรถยนต์นั้นต่อเนื่องถึงโชว์รูม ช่างบริการ คาร์แคร์ อะไหล่ ยางรถยนต์ ประกันภัย ประดับยนต์ ฯลฯ มีคนทำงานในธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลายแสนคน เป็นค้าปลีกจริงๆ ไม่ต่างจากเทสโก้ โลตัส ส่วนคนที่เกินตัวเกินกำลังก็คงมีหลุดมาบ้าง แต่ธนาคารเองก็มีหนี้เสียหรือเอ็นพีแอล แต่ถ้าไม่เกินค่ามาตรฐานก็ยังมีกำไรมากมายอยู่ดี

มีข้อเสนออะไรที่จะให้รัฐบาลฟื้นฟูอุตสาหกรรมนี้?
รัฐบาล ทำได้มากมายในการกระตุ้นกำลังซื้อ ซึ่งค่ายรถยนต์ก็เคยเสนอไปแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง แต่อยากจะยกตัวอย่างประเทศพัฒนาแล้วว่าให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมรถยนต์ อย่างไร เช่น สหรัฐอเมริกาและเยอรมนี ที่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่เป็นนิติบุคคล ซึ่งนำเงินซื้อรถไปรวมเป็นรายจ่ายในการทำธุรกิจได้เช่นเดียวกับการใช้รถเช่า ก็เท่ากับว่ารถยนต์นั้นเป็นการลงทุนเพื่อการผลิต หากรัฐบาลส่งเสริมและมีสิทธิประโยชน์ดีๆ ซึ่งธุรกิจรถเช่าเองก็พร้อมที่จะเข้ามาให้บริการ หรือมีการนำรถเก่าไปตีราคาเพื่อรับเงินก้อนมาเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อรถส่วน หนึ่ง นอกจากกระตุ้นให้เกิดการซื้อรถใหม่ทำให้อุตสาหกรรมเดินหน้า เกิดการจ้างงาน ยังช่วยลดมลพิษจากการใช้รถยนต์เก่าที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงไม่เต็ม ประสิทธิภาพ และประเทศไทยก็ทำได้ ในส่วนประชาชนทั่วไป รัฐบาลควรให้สิทธิในการนำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถใหม่ไปขอคืนภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา รายได้ที่สูญเสียไปนั้นไม่มาก เมื่อเทียบกับการเก็บภาษีจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีการผลิตและธุรกิจที่ เกี่ยวข้อง และรัฐบาลนั้นทำได้ทันที เพราะมีหน้าที่ดูแลและออกกฎหมายที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจเดินหน้าอยู่แล้ว

เห็นด้วยไหมที่ไฟแนนซ์บอกตัวเองไม่ใช่ต้นตอของปัญหา
ก็ ถูกครับ เพราะปัญหาจริงๆ คือตลาดหดตัว และหากมีความเสี่ยงไฟแนนซ์ก็คงไม่ปล่อยสินเชื่อ แต่อยากให้ไฟแนนซ์ดูให้มากกว่าวิธีการเดิมๆ อยากให้อาประวัติการชำระหนี้มาดู ว่าลูกค้าคนไหนดีก็ควรมีสิทธิพิเศษหรือคะแนน และข้อบังคับทางด้านการเงินใดที่คร่ำครึก็ควรปรับเปลี่ยนให้เข้ากับ สถานการณ์ ไม่อย่างนั้นจะทำซีอาร์เอ็มกันไปมากมายทำไม หรือทำไว้แค่พาไปดูภาพยนตร์และโยนโบว์ลิ่ง

ยอดขายรถใหม่จะชะลอตัวมากแค่ไหน
ยอดขายรถยนต์ใน ประเทศตกมาต่อเนื่องนับตั้งแต่วิกฤติการเมืองปลายปี 2549 เฉลี่ย 5% ต่อปี แม้ปริมาณกำลังการผลิตรวมจะเติบโต แต่สัดส่วนในการขายในประเทศนั้นหดตัวลง ที่โตคือตลาดส่งออกซึ่งผู้ที่อยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดรถในประเทศก็ ได้รับผลกระทบมาโดยตลอด เมื่อรวมเข้ากับวิกฤติเศรษฐกิจปีนี้ที่คาดว่าตลาดจะหดตัวลง 10% มาอยู่ที่ประมาณ 5 แสนคัน ทำให้ตลาดรถยนต์ภายในประเทศนั้นหดตัวสะสมไม่ต่ำกว่า 20% ในระยะเวลาเพียง 3 ปี

ตลาดรถยนต์ในประเทศเคยขึ้นถึง 5.6 แสนคัน ก่อนวิกฤติปี 2540 พอเกิดวิกฤติตลาดหดตัวเหลือ 1.4 แสนคัน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้รับผลกระทบเต็มๆ หลังจากเศรษฐกิจฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเรียนรู้และปรับตัวในเรื่องการเปิด ตลาดส่งออก ตลาดรถยนต์ก็ขยายตัวอีกครั้ง เมื่อบริษัทแม่ของค่ายรถยนต์เข้ามาทำตลาดและลงทุนตั้งโรงงานประกอบ เกิดการลงทุนมากมายโดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จนทุกวันนี้กำลังการผลิตในส่วนของส่งออกมากกว่าขายในประเทศ ผู้ผลิตชิ้นส่วนก็เติบโตตามทั้งในแง่ยอดขายและการขยายโรงงาน ตรงนี้ธุรกิจยานยนต์ในประเทศไม่ได้อะไรนอกจากการจ้างงานในโรงงานชิ้นส่วนยาน ยนต์ โดยเฉพาะการขายรถใหม่ที่กำไรนั้นต่ำมากอยู่แล้ว

กำไรในการขายรถอยู่ในระดับไหน
เดิมกำไรจากการขายรถ ใหม่อยู่ที่ประมาณ 4% แต่ตอนนี้ไม่ถึงแล้ว เพราะการแข่งขันและการทำแคมเปญลด แลก แจก แถมอย่างดุเดือดเพื่อต้องการให้รถขายได้ และนำมาซึ่งรายได้ของการบริการหลังการขายเมื่อรถขายไปแล้ว 5,000 กิโลเมตรขึ้นไป

ภาพรวมธุรกิจดีลเลอร์ เป็นอย่างไร
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์มีการเพิ่มดีลเลอร์เพื่อบุกตลาด และดีลเลอร์ใหม่ๆ ก็มีการลงทุนอย่างมากมาย เกือบจะกลายเป็นโอท็อปไปแล้วคล้ายๆ 1 ตำบล 1 โชว์รูมรถยนต์ หากธุรกิจเหล่านี้ไม่ก่อหนี้เกินตัวและทำผลกำไรได้ในช่วงตลาดเฟื่องฟูก็ดีไป ในส่วนดีลเลอร์เก่าๆ ที่เคยผ่านวิกฤติครั้งก่อนมาไม่น่าห่วง แต่รายได้นั้นต้องตกตามตลาดที่หดตัวแน่นอน

ปีนี้จะเห็นถึงขั้นโชว์รูมรถปิดตัวหรือไม่
ในระยะ สั้นนี้คิดว่ายังไม่มี เพราะธุรกิจโชว์รูมของดีลเลอร์ไทยแข็งแกร่ง รายใหญ่ก็ลงทุนและเติบโตมาพร้อมกับตลาดรถยนต์ไทยนับตั้งแต่หลังวิกฤติ เศรษฐกิจ แต่หากสถานการณ์เลวร้ายไปมากกว่านี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน ยังตอบได้ยาก

อะไรคือแนวทางในการรับมือผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ
ทุกอย่าง ต้องบริหารบนพื้นฐานของมูลค่าที่แท้จริง หรือ Net Present Value ดีลเลอร์ต้องเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ต้องรู้ว่าดัชนีต่างๆ ทางเศรษฐกิจนั้นบอกแนวโน้มของอะไรบ้าง และเข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละคนนั้นอยู่ในสถานการณ์ใด รู้จักตัวเองหรือไม่ ความสามารถในการผ่อนชำระนั้นเป็นอย่างไร แล้วจึงนำมารวมเป็นสมการธุรกิจที่เหมาะสม

สมการธุรกิจที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
ตอนนี้ผมใช้ ตำราฉบับเดียวกับตำราของนักคิดในสหรัฐอเมริกา ที่เราร่ำเรียนมาก็ตำราเดียวกันทั้งนั้น ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์นั้นเป็น Traditional Trade คือซื้อมาขายไปและบริการ สมการธุรกิจนั้นก็แบบเดิมๆ ขนาดสหรัฐอเมริกายังตกอยู่ในสภาพย่ำแย่

ภาพอนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์จะเป็นอย่างไร
ใคร บอกว่าคาดการณ์ตลาดได้ในตอนนี้ผมไม่มีทางเชื่อ ลองคิดดูว่า เมื่อปีก่อนราคาน้ำมันพุ่งสูงจนนักวิเคราะห์ออกมาบอกว่า เราจะไม่มีวันได้เห็นราคาน้ำมันต่ำกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่จะมีใครคิดว่าแล้วราคาน้ำมันก็ดิ่งลงมาอย่างรวดเร็วในวันหนึ่ง และอุตสาหกรรมยานยนต์ของเราเองที่กำลังขาขึ้น ก็เกิดวิกฤติตามตลาดสหรัฐอเมริกาที่อยู่ไกลถึงอีกฟากโลกแม้ว่าจะมีนัก เศรษฐศาสตร์และนักการเงินมากมาย ผมเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ยุคอันตรธาน”

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ April 21, 2009

This entry was posted in Automotive and tagged , . Bookmark the permalink.

Comments are closed.