มิตซูบิชิ ประกาศวันหยุดกิจการเพิ่มชั่วคราว ช่วงเม.ย.-พ.ค. เนื่องจากบริษัทได้รับผลกระทบจากยอดการผลิตและยอดขายภายในประเทศที่ลดลง อย่างมาก
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังวิกฤติ มิตซูบิชิ ประกาศวันหยุดกิจการเพิ่มชั่วคราว ช่วงเม.ย.-พ.ค. ทั้งในส่วนของโรงงานและสำนักงานใหญ่ หวังลดค่าใช้จ่ายรับยอดผลิตหดตัว 50% เปิดช่องให้ใช้วันลาพักร้อนแทนการหักค่าจ้างในวันหยุดงาน ส่วนโรงงานฟอร์ด-มาสด้า พักงานพนักงานซับคอนแทรค 700 คน จ่ายค่าแรง 75% 2 เดือน ด้านสหพันธ์แรงงานยานยนต์เผย แรงงานบีเอ็มดับเบิลยูร้องบริษัทเล่นแง่ เพิ่มวันทำงานทั้งที่กำลังผลิตน้อยเพื่อหาเหตุใช้มาตรา 75
รายงานข่าวจากบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งว่า บริษัทได้ประกาศการหยุดกิจการชั่วคราวระหว่าง เดือนเม.ย.-มิ.ย.นี้ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากบริษัทได้รับผลกระทบจากยอดการผลิตและยอดขายภายในประเทศที่ลดลง อย่างมาก ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเลิกจ้างพนักงานทั้งโรงงานแหลมฉบัง โรงงาน เอ็มอีซี และสำนักงานใหญ่ บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวเป็นเวลาหลายวัน โดยเริ่มจากเดือนเม.ย.นี้ เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับลดค่าจ้างลงตามกฎหมาย บริษัทจึงได้ออกมาตรการ คือ วันหยุดกิจการชั่วคราว เพิ่มเติมจากวันหยุดปกติของบริษัทในโรงงานแหลมฉบัง 1 และโรงงานเอ็มอีซี มีวันหยุดกิจการชั่วคราวในเดือนเม.ย. 5 วัน เดือนพ.ค. 8 วัน โรงงานแหลมฉบัง 2 มีวันหยุดกิจการชั่วคราวในเดือนเม.ย. 5 วัน และเดือนพ.ค.10 วัน
สำนักงานใหญ่ รังสิต มีวันหยุดกิจการชั่วคราวเดือนเม.ย.1 วัน และเดือนพ.ค. 3 วัน ในส่วนเดือนมิ.ย.นั้น ยังไม่มีการกำหนดออกมาว่าจะหยุดกิจการชั่วคราววันใด ทั้งนี้ ในประกาศของมิตซูบิชิ ระบุว่า ในส่วนของการจ่ายค่าจ้างในวันที่หยุด จะแจ้งให้ทราบอีกที
อิงมาตรา 75 จ่ายค่าแรง 75%
แหล่งข่าวจากสหภาพแรง งาน เผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บริษัทจะใช้มาตรา 75 ของกฎหมายแรงงาน ในการจ่ายค่าจ้าง 75% ของวันที่หยุดกิจการชั่วคราว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำมาบ้างแล้ว แต่เป็นการหยุดตามคำสั่งซื้อที่เข้ามา แต่ครั้งนี้ เป็นการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่าจะหยุดในวันใดบ้าง
นอกจากนี้ ในส่วนของเดือนเม.ย.นี้ มิตซูบิชิยังเปิดช่องให้พนักงานใช้วันลาพักร้อน แทนวันที่ประกาศหยุดกิจการชั่วคราวแทนการหักค่าจ้างได้ แต่หากวันลาพักร้อนประจำปี 2552 ครบแล้ว สามารถนำสิทธิการลาพักร้อนประจำปี 2553 จำนวน 2 วัน มาใช้แทนวันหยุดข้างต้นได้ล่วงหน้า หรือยินยอมให้หักค่าจ้างโดยเป็นไปตามอัตราการหักค่าจ้างที่จะประกาศออกมา
ทั้งนี้ บริษัทจะนำสิทธิวันลาพักร้อนประจำปีมาหักโดยอัตโนมัติ หากพนักงานคนใดต้องการให้หักค่าจ้าง ต้องเขียนแบบฟอร์มยินยอมให้หักค่าแรงที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝึกอบรม
มิตซูบิชิกระทบหนักเพราะส่งออกหด
แหล่งข่าวกล่าว ว่า ก่อนหน้านี้โรงงานมิตซูบิชิมีปัญหาเรื่องคำสั่งซื้อ จากตลาดต่างประเทศที่ลดลงอย่างหนัก ซึ่งผลกระทบที่เกิดกับมิตซูบิชิแรงกว่าค่ายอื่น เพราะมีตลาดส่งออกเป็นตลาดหลัก โดย 80% ของกำลังการผลิตกว่า 2 แสนคัน/ปี เป็นการผลิตเพื่อการผลิตส่งออก ที่เหลือ 20% จำหน่ายในประเทศ โดยสัญญาณเรื่องคำสั่งซื้อหดตัวของมิตซูบิชินั้นมีมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2551 และเริ่มเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 1 ของปี 2552 ที่กำลังการผลิตลดลง 30% จนเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ออเดอร์ส่งออกลดลงไปกว่า 40%
อีกทั้ง การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่น้อยอยู่แล้ว ยังได้รับผลกระทบจากสภาวะตลาดหดตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจ และความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้บริษัทตัดสินใจลดกำลังผลิตเหลือเพียง 50% และคาดว่าสถานการณ์จะยังเป็นเช่นนี้ต่อไปจนถึงปลายปี ทำให้ยอดผลิตรวมทั้งปีอยู่ในระดับ 1 แสนคัน/ปี หรือหายไปครึ่งหนึ่ง
“สำหรับการหยุดกิจการชั่วคราวนั้น จะลดค่าใช้จ่ายได้หลายแสนบาท/เดือน เพราะจะประหยัดทั้งค่าจ้างแรงงานที่ลดให้เหมาะสมกับกำลังการผลิต ลดค่าน้ำค่าไฟฟ้า ลดค่าขนส่งพนักงานและค่าอาหาร เป็นต้น” แหล่งข่าว กล่าว
เอเอทีพักงานซับคอนแทรค 2 เดือน
ด้านแหล่งข่าวจาก บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย จำกัด หรือเอเอที โรงงานประกอบรถยนต์ฟอร์ด-มาสด้า เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ขณะนี้เอเอทีได้สั่งพักงานพนักงานจ้างเหมาค่าแรงหรือซับคอนแทรค 700 คน แล้วจ่ายค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานที่ 75% เป็นเวลา 2 เดือน คือในเดือนมี.ค.และเม.ย.นี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ออเดอร์ลดลง ถือเป็นหนึ่งในมาตรการชะลอการเลิกจ้างของบริษัท เพื่อรักษาแรงงานไว้สำหรับโครงการลงทุนรถยนต์รุ่นใหม่ของบริษัท
อย่างไรก็ตาม กว่าที่เอเอที จะเริ่มต้นเดินสายการผลิตรถรุ่นใหม่ ก็คือช่วงเดือนก.ย. ทำให้พนักงานมีความกังวลถึงอนาคต ในช่วงหลังจากที่หยุดการพักงานว่าบริษัท จะมีมาตรการใดออกมาอีกในระหว่างขั้นตอนเตรียมการผลิต
ทั้งนี้ เอเอที มีแผนจะเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ขนาดซับคอมแพค หรือบี-คาร์ ในช่วงต้นเดือนก.ค. ที่เกิดการร่วมลงทุนกันระหว่างฟอร์ด มอเตอร์ คอมปะนี สหรัฐอเมริกาและมาสด้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิตรถยนต์มาสด้า 2 และฟอร์ด เฟียสต้า เครื่องยนต์แก๊สโซฮอล์ อี 20 ขนาดปริมาตรกระบอกสูบ 1,300 ซีซีขึ้นไป ราคาจำหน่ายประมาณ 4-5 แสนบาท ที่ตั้งเป้าไว้ 6,000 คันในปีแรก
บีเอ็มดับเบิลยูพลิกแผนผลิตลดค่าจ้าง
ด้านนายยง ยุทธ เม่นตะเภา ประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงมีอยู่ แต่ไม่ค่อยเป็นข่าวมากนัก แม้แต่ในโรงงานประกอบรถยนต์หรูจากเยอรมนี อย่างบีเอ็มดับเบิลยู ที่ทางสหพันธ์เข้าไปช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างสหภาพแรงงานและนายจ้าง ในกรณีบีเอ็มดับเบิลยูนั้นน่าสนใจในแง่ความพยายามเล่นแง่กฎหมายของนายจ้าง คือ บีเอ็มดับเบิลยู ผลิตรถได้ 14 คัน/วัน แต่เป็นรถพรีเมียมราคา 5-7 ล้านบาท/คัน ทำงาน 4 วัน หยุด 3 วันมาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและเทคโนโลยี แล้วบริษัทก็จ่ายค่าแรงให้เต็ม 5 วัน
แต่มาในปีนี้ บริษัทจะกลับไปใช้แผนการผลิตเหมือนปี 2548 ที่ทำงาน 5 วัน หยุด 2 วัน ในจำนวนผลิตรถเท่าเดิม ทั้งที่เครื่องมือการผลิตนั้นพัฒนาไปแล้ว เมื่อพนักงานร้องเรียนว่าไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มวันทำงาน บริษัทก็อ้างว่าเพิ่มแทคไทม์ แต่ในเมื่อผลิต 4 วันได้ก็หยุดงานในอีก 1 วันที่เหลือ แล้วจ่ายค่าแรงตามมาตรา 75 เป็นการหักค่าจ้างแบบไม่สมเหตุผล ทำร้ายความรู้สึกของพนักงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากันอยู่
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ 18 April 2009